ทางออก 3G บนความเสี่ยงที่น่าลุ้น


(เรื่องนี้เขียนไว้เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2011) ที่เริ่มเขียนหัวเรื่องอย่างนี้ไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด เพราะว่าปัจจุบันก็ต้องยอมรับว่าการสร้างโครงข่าย 3G ในประเทศไทยนั้นยังไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายอนุญาต ซึ่งเรื่อนี้ก็คงต้องรอลุ้นกันต่อไป แต่แล้ว AIS ผู้ให้บริการรายใหญ่สุดของประเทศก็เปิดเกมส์ 3G ภายใต้ข้อกำหนดของ MOU ที่ได้ทำไว้ร่วมกับทีโอที ในสมัยรัฐบาลที่แล้วอย่างคึกคัก แต่ถ้ามองดูในแง่ของเทคโนโลยีแล้ว 3G ที่ AIS ทำก็เรียกได้ว่าเป็นการอัพเกรดเทคโนโลยีเท่านั้น เพียงแต่การอัพเกรดครั้งนี้เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่กลุ่มผู้ผลิตให้ความสนใจ และที่แน่ๆ ผู้นำอย่าง Nokia-Siemens ซึ่งปัจจุบันเป็นเบอร์หนึ่งทางด้านโครงข่ายการสื่อสารของโลกก็เริ่มให้ความสนใจในการพัฒนาระบบ 3G บนคลื่นความถี่ 900Mhz เป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเบอร์หนึ่งขยับเบอร์อื่นๆ ที่รองลงมาก็ต้องตอบรับเป็นธรรมดา แต่การขยับเช่นว่านี้ก็ยังอยู่เพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น

มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมเบอร์หนึ่งถึงต้องหันมาให้ความสนใจกับการพัฒนา 3G บนย่านความถี่ 900 Mhz ด้วยล่ะ ในเมื่อก็มีการพัฒนาบนย่านความถี่ 2100 Mhz แล้วนี่นา เหตุผลก็คือ “ต้นทุน” ยังไงล่ะครับ หลายท่านอาจจะลงว่าเกี่ยวกันได้อย่างไร จำได้ไหมครับว่าความถี่ยิ่งสูงรัศมีที่ครอบคลุมก็ยิ่งน้อยลง และในทางกลับกันความถี่ที่ยิ่งต่ำรัศมีทำการก็ยิ่งไกลมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นความถี่ที่ต่ำมากอย่างโทรทัศน์ที่เราๆ ท่านๆ ดูกันอยู่นี่ไงล่ะครับ สถานีที่เดียวครอบคลุมได้ทั่วประเทศ นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนครับ เมื่อเป็นเช่นนั้นการเลือกใช้ของ AIS ก็น่าจะมีเหตุผลที่สมควร ซึ่งเรื่องต่อไปที่น่าคิดก็คือจำนวนช่องสัญญาณที่ได้รับสัมปทานในสมัยก่อนนั้นจะเพียงต่อการให้บริการหรือไม่ นี่ก็คืออีกเหตุผลหนึ่งที่เริ่มให้บริการในชุมชนเมืองเล็กๆ ก่อนอย่างเช่นเชียงใหม่ ซึ่งก็นับว่าเป็นเมืองหลวงที่สองรองจากกรุงเทพฯ ก็ว่าได้ และเมื่อนับรวมพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือที่มีการใช้เรื่องดาต้าน้อย การกระตุ้นการใช้งานด้วยเทคโนโลยีใหม่ก็น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่เข้าท่าดี ซึ่งเท่านั้นเห็นว่าจะยังไม่พอ เพราะดูท่าแล้วเรื่องการดึงลูกค้ากลับเข้าค่ายแบบจดทะเบียนก็น่าจะเป็นอีกกลยุทธ์นึงที่ถูกนำมาคิดรวมในการนี้ด้วย เนื่องจากการเข้าใช้บริการดังกล่าว AIS เป็นรายแรกที่เปิดให้บริการการสนทนาแบบเห็นหน้า หรือที่เรียกว่า Video call โดยผู้ใช้บริการจะต้องเปลี่ยนระบบเป็น Post paid หรือจดทะเบียนรายเดือนเท่านั้น ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าจะเกิดการไหลของลูกค้าอย่างแน่นอน ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่ารายอื่นๆ จะทำอย่างไรต่อไป

หันกลับมาเรื่องการใช้งาน UMTs บนย่านความถี่ 900 Mhz บ้าง เพราะมีหลายคนที่ถามผมมาว่าแล้วมันดีกว่าหรือแย่กว่ากันยังไงบ้างระหว่าง UMTs 2100Mhz และ UMTs 900Mhz ซึ่งเรื่องแรกก็ต้องบอกก่อนว่าการทำงานบนระบบ UMTs 2100Mhz นั้นมีการใช้งานกันแล้วในหลายประเทศทั่วโลก ในขณะที่ระบบ UMTs 900Mhz นี้ มีเพียงแค่ในฟินแลนด์และประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าเครื่องลูกข่ายที่รองรับระบบนี้ในปัจจุบันมีเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น ก็ต้องเสียใจด้วยสำหรับผู้ที่คิดว่าจะนำเครื่อง 3G ที่ตนเองมีไปลองใช้ที่เชียงใหม่ เพราะไม่สามารถใช้ด้วยกันได้ เนื่องจากในอดีตมีการพัฒนา 3G บนย่านความถี่ 2100Mhz เท่านั้น (แม้ว่าหลังๆจะเริ่มให้ความสนใจย่านความถี่ 850Mhz กันบ้าง) และนั่นเองที่เครื่องของท่านไม่สามารถใช้ได้ เพราะว่ามันคือระบบ UMTs 2100Mhz นั่นเอง แต่อย่างเพิ่งตกใจไปว่าจะไม่มีใครผลิตเครื่องมือถือระบบนี้ให้ใช้ เพราะเนื่องจากประเทศฟินแลนด์เป็นต้นกำเนิดของโนเกีย ก็ยังเลือกที่จะใช้แสดงว่า UMTs 900Mhz จะต้องมีดีอย่างแน่นอน ซึ่งส่วนนี้เองที่มีความหมายมากสำหรับผม เพราะเมื่อใดก็ตามที่ยักษ์ขยับ ส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องย่อมกระเทือนกันถ้วนหน้า และนั่นเองที่ส่วนตัวแล้วผมมั่นใจว่า UMTS น่าจะได้รับการยอมรับในระดับที่ดีกว่าระบบอื่นๆ ซึ่งเรื่องหลักๆ ก็อย่างที่บอกคือเรื่องต้นทุนของผู้ให้บริการเป็นสำคัญ ในขณะที่ปัจจุบันหลายค่ายก็เริ่มตอบรับดังเช่นที่ผมคิด โดยดูได้จาก การลงทุนครั้งนี้ของ AIS เป็นการได้รับอุปกรณ์จาก Hauwei ซึ่งเป็นผู้ผลิตโครงข่ายจากประเทศจีน นั่นหมายความว่าโครงข่ายดังกล่าวน่าจะเริ่มได้รับการพัฒนาจากทางผู้ผลิตแล้ว แต่กระนั้นก็ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่าจะเกิดการพัฒนาต่อไปอีกอย่างไร เนื่องจากระบบนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น

หันกลับมามองเรื่องการให้บริการของตลาดมือถือ ท่านจะเรียกได้ว่าเป็นยุคอิ่มตัวของวงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ได้ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้นเลย ล่าสุดดูจากงาน  ICT Expo  ที่ผ่านมา ค่ายมือถือต่างพากันออกมาแจกของกินกันเป็นว่าเล่น ในขณะที่เรื่องเทคโนโลยีกลับไม่มีการนำเสนอแต่อย่างใด ซึ่งถ้าหลายท่านจำกันได้ ไอศกรีมที่ร้านดีแทคจะคลายร้อนได้ดีเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ประเทศไทยเกิดความไม่พร้อมในหลายด้านซึ่งแน่นอนว่าเรื่องกฎหมายเป็นสำคัญ จนปัจจุบันประเทศเวียดนามอาจจะกลายเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีการสื่อสารล้ำหน้ากว่าประเทศไทยเสียแล้ว และนั่นเองที่เรียกว่าความเสี่ยงของ AIS ในยุคที่กฎหมายยังไม่อนุญาต แต่กระนั้นเมื่อมองในแง่ของผู้บริโภคที่ได้รับบริการใหม่ๆ เห็นได้ชัดว่างานนี้การเอากฏหมายมาเป็นข้อห้ามอาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเท่าที่ควร เพราะคนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ แต่ก็อีกแหล่ะ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในประเทศไทย ย้อนกลับมาที่การให้บริการซึ่งอาจจะทำให้รายอื่นๆ ไม่สามารถแข่งขันได้ทัน จนเกิดการไหลของลูกค้าและแน่นอนว่าจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมอย่างแน่นอน ถ้าไม่เกิดการแก้ไขอย่างจริงจัง เนื่องจากปัจจุบันถ้าผู้ให้บริการรายใดมีจำนวนลูกค้าน้อยก็จะเกิดการไหลของค่าใช้จ่ายซึ่งเกิดระบบ IC (Interconnecting Change) ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริงๆ การควบคุมตลาดแต่เพียงผู้เดียวก็จะเป็นการผิดอย่างมหันต์ เพราะการแข่งขันย่อมไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปซึ่งเรื่องนี้คงต้องรอดูการเคลื่อนไหวของทางรัฐบาลต่อไป

ส่วนการใช้งานในระบบโครงข่ายดังกล่าวนี้เป็นอย่างไร ผมจะเกริ่นอย่างคร่าวก่อน แล้วเมื่อได้ทดสอบอย่างจริงจัง ฉบับหน้าก็จะมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้นะครับ หลายท่านที่ใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบ บอร์ดแบรนด์ ก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าการกดเข้าสู่หน้าโฮมเพจแล้วโฮมเพจนั้นขึ้นมาทันทีโดยที่ไม่ต้องเสียเวลารอแต่อย่างใด แต่นั่นเป็นเพียงความเร็วที่ระดับ 1Mbps เท่านั้นมิใช่หรือ? แล้วถ้าเป็น 7.2 Mbps ล่ะคุณเคยลองหรือยัง (ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวเลขในทางทฤษฎีร์เท่านั้น การใช้งานจริงขึ้นอยู่กับแต่ละปัจจัย) ความเร็วเช่นนี้เองที่ทำให้เกิดรูปแบบบริการที่หลากหลาย ซึ่งถ้ามองให้ดีแล้วนี่อาจจะเป็นโอกาสของเหล่าผู้ประกอบการรายเล็ก ที่สามารถผลิตบริการในรูปแบบที่สร้างสรรค์ให้สามารถทำงานบนเครือข่ายออนไลน์ได้ เพราะนั่นหมายความว่า ไม่ว่าที่ใดหรือใครก็ตามสามารถเข้าใช้งานอินเตอร์เน็ตบนมือถือได้อย่างเต็มรูปแบบได้ตลอดเวลา ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของพระเอกอย่างบริการ Video call ที่เรียกความสนใจได้ดี ในกลุ่มผู้ใช้บริการ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าการบริการดังกล่าวแม้ว่าจะยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศแต่กระนั้นโทรศัพท์ที่รองรับระบบ Video call ที่มีให้เห็นกันเกลื่อนเมืองก็เป็นที่ต้องการของกลุ่มคนมีระดับไม่น้อย แม้ว่าจะเป็นส่วนเกินที่ไม่สามารถใช้งานได้ก็ตาม แต่เมื่อ AIS สามารถให้บริการระบบดังกล่าวได้ก็หมายความว่า ความอยากรู้หรืออยากลองในบริการดังกล่าวย่อมจะระเบิดออกมาอย่างแน่นอน หลายท่านอาจจะยังสงสัยอยู่ว่าแล้วทำไมต้องที่เชียงใหม่ล่ะ นั่นก็เพราะว่าขนาดของเมืองที่เล็กและจำนวนประชากรที่มีความพร้อม(ถ้าไม่นับกรุงเทพฯ) และที่สำคัญเพียงพอต่ออุปกรณ์ที่ได้ฟรีๆ จาก Hauwei ซึ่งก็แทบไม่ต้องลงทุนเรื่องเครือข่ายเพิ่มเติมจากงบประมาณที่ตั้งไว้แต่อย่างใด มีเพียงบุคลากรเท่านั้นที่ต้องให้ความรู้เพิ่มเติม ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเสี่ยงของ AIS ในครั้งนี้เป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความเป็นห่วงเรื่องการผูกขาดการบริการแต่เพียงผู้เดียวในความเห็นส่วนตัวของผมจะไม่เกิดขึ้นจริง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วก็น่าเศร้าใจ แต่ไม่ว่าจะยังไงเล่มหน้าเตรียมพบกับประสบการณ์จริงของ 3G บนระบบ UMTs 900Mhz ที่เชียงใหม่อย่างแน่นอน

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s