จริงหรือ?แท็บเล็ตทำให้เด็กเสีย”คน”


ipad-1126136_640

กระแสของโครงการ One Tablet per Child สรางความฮือฮาให้เหล่านักวิชาการแะนักวิชาเกินออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก บางกระแสก็บอกว่าเด็กเล็กเิกินกว่าที่จะดูแลและรักษาของ บ้างก็บอกว่าเด็กเล็กเกินกว่าจะมีวุฒิภาวะของการแยกแยะผิดชอบชั่วดี บ้างก็บอกว่าอาจจะสร้างพฤติกรรมรุนแรง สร้างนิสัยติดเกมส์ และสารพัดสาระพันที่จะกล่าวโทษออกมา หากแต่มองอีกด้าน ความผิดที่กล่าวๆกันมาก็มาจากความคิดของผู้ใหญ่ที่ทำๆกันอยู่ทั้งนั้นแล้วก็เหมารวมเอาว่า “เด็ก”จะต้องเป็นดังเช่นที่ผู้ใหญ่เลวๆเป็น

เมื่อมองย้อนกลับไปที่เครื่องแท็บเล็ตที่เป็นเพียงอุปกรณ์การสื่อสารชนิดหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อใดก็ตามที่เราใช้เครื่อง ความคิดและการฝึกฝนก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อนั้น แน่นอนว่าการเรียนรู้อย่างยั่งยืนคงไม่ได้หมายถึงความรู้ที่อยู่แค่เพียงในห้องเรียน หรือวิธีการ แนวทางการเรียนที่นักวิชาการทึกทักเอาเองว่าสิ่งนี้คือกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง สิ่งนั้นคือความรู้ สิ่งนี้ไม่ใช่ความรู้ แล้วก็จัดการสร้างระดับของการเรียนรู้ว่า ระดับไหนมีความรู้เรื่องอะไรบ้าง นั่นก็คือการสอบ สุดท้ายนักวิชาการเหล่านั้นก็ติดบ่วงของกรอบความรู้ที่ตนเองสร้างไว้เป็นตาข่าย ดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่หลุดเสียที ต่อเมื่อมีอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งซึ่งสามารถเชื่อมต่อสู่โลกออนไลน์สู่คลังสมองที่มีทั้งด้านบวกและลบอยู่เป็นอนันต์ นักวิชาการที่ต่างก็พลั่งพรูเรียกตนเองตามขั้นของวิชาการก็ออกมาห้ามปรามกันอย่างสนุกปาก แต่ก็ยังไม่เห็นท่านไหนออกมากล่าวเรื่องแนวทางการเรียนรู้หรือกระบวนการสอนด้วยแท็บเล็ตอย่างสร้างสรรค์

นักวิชาการเหล่านั้นหลงลืมไปว่าช่วงเวลาของการเรียนรู้นั้น เริ่มต้นตั้งแต่0-3 ขวบเสียด้วยซ้ำ ความสามารถของเด็กมีมากกว่าผู้ใหญ่เป็นล้านเท่า ในขณะที่นักวิชาการเหล่านั้นกำลังหลงระเริงอยู่กับขั้นของวิชาการ เด็กๆกลับมีจินตนาการต่างออกไป การเรียนรู้อย่างสนุกจากอุปกรณ์ที่สามารถตอบโจทย์เด็กได้ทุกอย่าง ความรู้ไม่จำกัดได้อยู่ในมือของเขาแล้ว ผมสังเกตดูเด็กแทบทุกคน เแม้ว่าจะกำลังทำอะไรอยู่ก็แล้วแต่ หากได้เห็นอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ที่เขาสามารถจับต้องได้ เขาจะใช้ความพยายามอย่างมากที่จะเรียนรู้สิ่งนั้น แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นสำหรับคนยุคเบบี้บูม เพราะเทคโนโลยียังไม่เกิด สมาธิที่ได้จากการตั้งหน้าตั้งตาเรียนรู้สิ่งนั้น เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานของการเติบโตเป็นเด็กฉลาดเลยก็ว่าได้

จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่เห็นมีนักจิตวิทยาเด็กออกมาให้ความเห็นของการที่ให้เด็กใช้เทคโนโลยีแต่อย่างใด แต่ก็มีคนเริ่มโทษแท็บเล็ตเสียแล้ว หากนักการศึกษาเหลียวหลังมองกระจกสักนิดจะรู้จักตัวเองและมีคำถามกับตัวเองว่า ควรจะเสริมสร้างการเรียนรู้ให้เด็กใช้แท็บเล็ตให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร ไม่ใช่มัวแต่สร้างเงื่อนไขหรือกำแพงป้องกันตัวเอง และมองมุมเดียวอยู่ตลอดเวลา นี่ยังไม่นับรวมพวกนักวิชาเกินที่ชอบออกมากล่าวเรื่องหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย ว่าจะต้องมีโครงการผลิตโน่นนี่นั่นอีกนับไม่ถ้วน ทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างไร แต่อาจหาญเป็นผู้ผลิตคอนเท็นต์เพื่อเด็ก

เด็กบางคนสูญเสียโอกาสของการเป็นอัจฉริยะ ก็เพราะการศึกษาที่ตีกรอบให้เดิน ตีกรอบให้ทำตาม รวมทั้งมีนักวิชาการเช่นนี้อยู่ในประเทศไทย หากการศึกษาจะเปลี่ยนแปลง “แท็บเล็ต”ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะทำให้เด็กสร้างสรรค์เหตุผลด้วยตัวของเด็กเองและคการส่งเสริมวิจารณะญาณด้วยคำชี้แนะจากผู้ใหญ่ “กบในกะลา” คำนี้ยังมีอยู่ในโลกของวิชาการเสมอ

ความเป็นจริงก็คือ แม้ว่าไม่มีเครื่องแท็บเล็ตนับจากอดีตที่ผ่านมา สังคมไทยก็ยังคงมีการล่อลวงและหลงกลในเทคโนโลยีอยู่ดี การเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนมีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีตั้งแต่เด็ก กลับเป็นการสร้างความเคยชินและภูมิคุ้มกัน มากกว่าการที่ปล่อยให้เด็กเรียนรู้โดยลำพัง เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในเรื่อง”เพศศึกษา”ของสังคมไทย ซึ่งสุดท้ายก็จบลงที่ความเสื่อมทราม ได้เวลาหรือยังที่เราจะเปิดโลกทัศน์ให้ผู้เยาว์ทั้งหลายได้เรียนรู้โลกของความเป็นจริงเสียที

ช.ช้าง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s