Green Network


Green network

“เอไอเอสได้ริเริ่มแนวคิด “Green Network” หรือ เครือข่ายประหยัดพลังงาน ที่นำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานต่างๆมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์, การใช้น้ำมันไบโอดีเซลล์, ปรับอุปกรณ์ในชุมสายและสถานีฐานให้สนับสนุนการลดใช้พลังงาน เพื่อให้เครือข่ายของเราทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและพร้อมให้บริการอย่างมีคุณภาพ” นายวิเชียร กล่าว

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ค่ายโทรศัพท์มือถือของบ้านเราพัฒนาเครือข่ายหรือสถานีฐานกันอย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์เพื่อครอบคลุมการให้บริการที่ทั่วถึง หรืออีกนัยหนึ่งคือการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งมองในแง่ของผู้ได้รับบริการนั้นกับว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจเป็นอย่างมาก เพราะด้วยสถานีฐานที่รวมกันแล้วกว่าหลายหมื่นแห่งของทุกๆค่าย ก็สามารถให้บริการโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ในขณะที่ความสะดวกสบายเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น ภาวการณ์ขาดแคลนพลังงานเริ่มได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งผลกระทบทั้งหมดก็ได้รับการผลักภาระมาเพิ่มขึ้นที่ผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาวันนี้ได้ยินว่าค่ายมือถือแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า AIS มีความพยายามที่จะนำพลังงานทดแทนเข้ามาแทนที่การใช้พลังงานของสถานีฐานในปัจจุบันอย่างจริงจัง จึงอยากเขียนชมเชย ความตั้งใจนี้อย่างซาบซึ้ง แม้จะเป็นเพียงค่ายมือถือรายเดียวที่เริ่มมาให้ความสนใจทางด้านนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเครือข่ายของเอไอเอสนั้นมีมากมายจนเรียกได้ว่า ถ้าสามารถนำพลังงานทดแทนมาใช้ได้ทั้งหมด ก็จะลดการใช้พลังงานไปได้อย่างมากมายมหาศาล เหมือนครั้งที่มีการรณรงค์ให้ปิดไฟฟ้าพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อประหยัดพลังงาน ครั้งนั้นเพียงครั้งเดียวก็สามารถประหยัดพลังงานไปได้หลายล้านบาท

พลังงานทดแทนดังกล่าวที่เอไอเอสจะสามารถนำมาใช้ได้ก็น่าจะเป็นส่วนของการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหนึ่งในนั้นก็น่าจะเป็นระบบผลิตไฟฟ้าโซล่าเซลล์ เพราะความที่เสาสัญญาณโดยทั่วไปจะถูกจัดสร้างอยู่ในสถานที่โล่งแจ้ง การรับแสงแดดจากดวงอาทิตย์จึงเป็นเรื่องที่น่าให้ความสนใจ โดยทั้งนี้ด้วยระดับความสูงพร้อมทั้งเทคโนโลยีในปัจจุบันของระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่กินไฟฟ้าน้อยลง โดยใช้เพียงระบบไฟฟ้า 220 V ก็สามารถทำงานได้ ทำให้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์น่าจะเป็นอีกหนึ่งพลังงานทดแทนที่ไม่มีวันหมดสำหรับสถานีฐานของค่ายมือถือในปัจจุบัน แต่กระนั้นปัญหาของการใช้ระบบโซล่าเซลล์ก็คือการให้พลังงานไฟฟ้าต่อเซลน้อยเกินไป ซึ่งอันนี้ก็คงจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่ามีระบบหรือประจุไฟแบบไหนที่สามารถเก็บกัก หรือสังเคราะห์พลังงานไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความเข้มของแสงแดดต่อวันหรือไม่ โดยถ้าสามารถทำได้เชื่อแน่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวเอไอเอสเองที่สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้หลายบาทแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอีกด้วย

ประเทศไทยได้เริ่มมีการใช้งานจากเซลล์แสงอาทิตย์ เมื่อปี พ.ศ. 2519 โดยหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุข และมูลนิธิแพทย์อาสาฯ มีจำนวนประมาณ 300 แผง แต่ละแผงมีขนาด 15/30 วัตต์ และนับเป็นครั้งแรกที่ได้มีนโยบายและแผน ระดับชาติด้าน เซลล์แสงอาทิตย์ บรรจุลงใน แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) การติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ได้ติดตั้ง ใช้งาน อย่าง จริงจัง ในปลายปีของ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530-2534) โดยมี กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กรมโยธาธิการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่เป็นหน่วยงานหลัก ในการนำเซลล์แสงอาทิตย์ใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้งานในด้านแสงสว่าง ระบบโทรคมนาคม และเครื่องสูบน้ำ

ข้อมูลของการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ เพื่อใช้งานในประเทศไทย จนถึงปี พ.ศ. 2540 มีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดตั้ง เซลล์ ขึ้นสาธิตใช้งานในลักษณะต่างๆ รวมกันแล้วประมาณ 3,734 กิโลวัตต์ ลักษณะการใช้งาน จะเป็นการติดตั้งใช้งานใน พื้นที่ที่ห่างไกล เป็นสถานีเติม ประจุแบตเตอรี 39% ระบบสื่อสารหรือสถานีทวนสัญญาณ ของ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย 28% ระบบสูบน้ำด้วย พลังงานแสงอาทิตย์ 22% ระบบไฟฟ้าหมู่บ้านที่ห่างไกล 5% และ สัดส่วนที่เหลือจะติดตั้งใน โรงเรียนประถมศึกษา สาธารณสุข และ ไฟสัญญาณไฟกระพริบ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 เพื่อใช้งานในกิจการต่างๆ ของ กฟผ. ปัจจุบันติดตั้งใช้งานไปแล้ว ประมาณ 70 กิโลวัตต์ โดย กฟผ. ได้ทำการสาธิตการผลิตไฟฟ้า โดยใช้ เซลล์แสงอาทิตย์ ร่วมกับพลังงานชนิดอื่นๆ เช่น พลังน้ำ พลังงานลม แล้วส่งพลังงานที่ผลิตได้เข้าระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าภูมิภาคต่อไป กฟผ. ยังได้สาธิตการผลิตไฟฟ้า จากเซลล์แสงอาทิตย์ โดยไม่ใช้แบตเตอรี่
ในระบบ บ้านแสงอาทิตย์ เป็นหลังแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่ในบริเวณ สถานีพลังงาน แสงอาทิตย์สันกำแพง หมู่บ้านสหกรณ์ 2 อ. สันกำแพง จ.เชียงใหม่ โดยทำการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์จำนวน 44 แผง รวมกำลังการผลิต 2.5 กิโลวัตต์

อ้างอิงจาก เอกสารเผยแพร่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน “พลังงานจากแสงอาทิตย์”

พลังงานไบโอดีเซล หรือเชื้อเพลิงดีเซลที่ผลิตได้จากทรัพยากรหมุนเวียน เช่นน้ำมันพืช ไขมันสัตว์ หรือสาหร่ายซึ่งสามารถผลิตได้เองภายในประเทศส่วนหนึ่ง ก็นับว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะด้วยความสามารถในหลายๆจังหวัดที่สามารถผลิตไบโอดีเซลได้เอง ถ้าสามารถนำพลังงานดังกว่าเข้ามาแทนที่ได้ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนหรือหมู่บ้านที่ผลิตได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การเป็นมิตรต่อชุมชนก็จะกลายมาเป็น การรับรู้คุณค่าของแบรนด์ที่ดีต่อเอไอเอส อีกทางหนึ่ง แต่ทั้งนี้กระบวนการแปลงจากไบโอดีเซลเพื่อมาเป็นพลังงานไฟฟ้านั้น จำเป็นจะต้องมองหาเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมเรื่องของเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วนกระบวบการของเครื่องจักรที่ใช้พลังงานในรูปแบบดังกล่าวมักจะมีเสียงดังรบกวน ซึ่งในเวลากลางคืนนั้นตามต่างจังหวัดจะมีแต่ความเงียบสงบเท่านั้น การสร้างเสียงรบกวนดังกล่าวอาจจะกลายมาเป็นปัญหาในภายหลังได้  หรือแม้กระทั่งการปล่อยไอเสียของเครื่องยนต์ดังกล่าวก็น่าจะเป็นปัญหาที่ใหญ่โตได้ ถ้าเอไอเอสลืมคำนึงถึงไป

ไบโอดีเซล เป็นพลังงานทดแทนเชื้อเพลิงดีเซลจากน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่ากระบวนการทรานเอสเทอริฟิเคชัน (Transesterification Process) โดยให้น้ำมันพืชทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ เช่น เมทานอล หรือเอทานอล และมีด่างเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา

ไบโอดีเซล คือเอสเทอร์ของกรดไขมัน เรียกว่า Fatty Acid Methyl Ester

การเรียกชื่อ ขึ้นกับชนิดของแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา เช่น เมทิลเอสเทอร์ เป็นเอสาเทอร์ที่ได้จากการใช้เมทานอลเป็นสารในการทำปฏิกิริยา หรือ เอทิลเอสเทอร์ เป็นเอสาเทอร์ที่ได้จากการใช้เอทานอล เป็นสารในการทำปฏิกิริยา เป็นต้น

อ้างอิงจากวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อุปกรณ์รุ่นใหม่ที่ตอบสนองการประหยัดพลังงาน นับว่ามีผู้ผลิตหลายรายที่เริ่มให้ความสนใจผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวอย่างทั่วถึง เนื่องจากการพัฒนาที่ก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวส่งสัญญาณที่พัฒนาให้มีความสามารถที่มากขึ้นแต่กลับมีขนาดที่เล็กลง พร้อมๆกับการใช้ไฟฟ้าที่น้อยลงทั้งนี้ในอดีตนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าการจัดสร้างสถานีฐานในแต่ละแห่งนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เนื้อที่การวางอุปกรณ์กว้างพอสมควร การวางแต่ละครั้งจะต้องติดต่อเพื่อเช่าพื้นที่ซึ่งก็นับว่าเป็นรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ปัจจุบันการวางอุปกรณ์ที่มีความสามารถมากขึ้นกลับใช้พื้นที่เพียงวางเสาสูง(ในกรณีที่ไม่มีต้นไม้สูงหรือเสาสูงอยู่แล้ว) และตู้อุปกรณ์ที่จำเป็นเพียงเล็กๆเท่านั้น ดังที่เมื่อหลายปีก่อนเคยมีค่ายมือถือค่ายหนึ่งพาคณะสื่อมวลชนเดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปดูการวางเสาสัญญาณซึ่งเลียนแบบธรรมชาติ นั่นก็คือการวางเสาสัญญาณบนต้นไม้เทียมแทรกตัวอยู่ภายในเหล่าต้นไม้จริง หรือจะเป็นการแพร่กระจายสัญญาณแบบโหนดที่ไม่ต้องใช้ชุมสายตลอดทุกเสาแต่สามารถเชื่อต่อเข้ากันได้เป็นเครือข่ายที่แข็งแกร่งก็เป็นได้ และผลสำคัญที่ได้ของอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กก็คือ การประหยัดพลังงาน ซึ่งไม่เพียงทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายประหยัดค่าใช้จ่ายได้เท่านั้น ยังสามารถช่วยชาติประหยัดพลังงานได้อีกด้วย แต่สิ่งที่น่าจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญก็คือค่าใช้จ่ายสำหรับการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งนับว่ามีมูลค่าหลายล้านบาทอยู่เหมือนกัน แต่กระนั้นก็เชื่อแน่ว่าเอไอเอสน่าจะมีความตั้งใจจริงในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้อย่างประสบผลสำเร็จ เพราะมิเช่นนั้นหัวเรือใหญ่อย่างคุณวิเชียร คงไม่กล้าออกมาให้ข่าวเช่นนี้เป็นแน่แท้

ในอนาคตถ้าโครงการเช่นนี้เป็นที่แพร่หลายกลายเป็นวัฒนธรรมที่หลายๆค่ายมือถือ หรือหลายๆอุตสาหกรรมในบ้านเราช่วยกันประหยัดพลังงานโดยทำโครงการพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง เชื่อแน่ว่าการขาดดุลเงินของประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานปีละหลายแสนล้าน ก็น่าจะทุเลาลง โดยเชื่อแน่ว่าถ้าโครงการเช่นนี้เป็นผลสำเร็จ นอกจากเอไอเอสจะกลายเป็นค่ายมือถือเบอร์หนึ่งของประเทศแล้วยังได้รับการชมเชยอีกว่าเป็นผู้ริเริ่มโครงการประหยัดพลังงานจนสามารถทำได้อย่างประสบผลสำเร็จเป็นแน่ และแม้ว่าการริเริ่มโครงการดังกล่าวยังไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรม ณ ตอนนี้ แต่อย่างน้อยก็เริ่มมีเบอร์หนึ่งให้ความสนใจ ซึ่งก็น่าจะมีอีกหลายๆเบอร์ที่อาจจะทำตาม ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเหล่าผู้บริหารกันแล้วว่าจะครองใงคนใช้บริการด้วยความยั่งยืนหรือจะเลือกแบบ ฉาบฉวย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s