แนวโน้มบรรจุภัณฑ์อาหารและการออกแบบ


แนวโน้มบรรจุภัณฑ์อาหารและการออกแบบ

ในทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคและบริโภค ต่างก็ให้ความสำคัญในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ทั้งสิ้น นอกจากตัวบรรจุภัณฑ์จะเป็นที่ดึงดูดความสนใจแล้ว ยังสามารถสร้างราคาให้กับผลิตภัณฑ์นั้นได้อย่างมากทีเดียว ทั้งนี้บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ต้องอาศัยการออกคิดค้นเพื่อตอบรับกระแสการบริโภคที่เปลี่ยนไปของประชาชน และก็ต้องคำนึงถึงกฎระเบียบ และข้อกำหนด ในเรื่องของความปลอดภัยด้วย

สมาคมฯไทยญี่ปุ่น นำศึกษางาน Foodex  ณ ประเทศญี่ปุ่น

รศ.ดร.อรัญ หาญสืบสาย เนื่องจากทุกๆ 2 ปี ทางสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น จะมีโครงการนำนักวิชาการ นักอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการผลิตที่เกี่ยวข้องกับทางด้านอาหาร บรรจุภัณฑ์ และด้านการพิมพ์ ไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น และในปีนี้ก็เช่นกันมีจำนวนที่ไปทั้งหมด 19 คน ซึ่งแต่ละคนก็อยู่ในอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งตามโปรแกรมได้ไปฟังการบรรยายเกี่ยวกับ กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์จากสมาคมบรรจุภัณฑ์ของประเทศญี่ปุ่น จากนั้นก็เยี่ยมชมโรงงาน Toyo Seikan โรงงานทำขนมของบริษัท Calbee โรงงานทำกาแฟบริษัท Ajinomoto พอเรียนรู้เรื่องหลักการเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์แล้ว ก็ไปชมนิทรรศการ Foodex Japan และ Super Market Train Show งานนี้จัดเมื่อวันที่ 6-12 มีนาคม 2548 ที่ผ่านมา

สิ่งที่ได้ ควรนำมาปรับใช้ในไทย

สิ่งที่ได้จากงานนี้ก็คือ ในแง่ของ Packaging ที่เป็นอาหาร จากภาพรวมไม่ได้มองว่าเป็นแค่อาหารเพียงอย่างเดียว แต่ทุกอุตสาหกรรมที่เป็น Packaging บอกให้รู้ถึงความใส่ใจในเรื่องของการออกแบบ ไม่ใช่ในแง่ของการออกแบบสีให้สวยงามเท่านั้น แต่ตัว Packaging เองจะต้อง Protect สินค้าได้ นอกจากนั้นเขายังมองไปถึงความเป็นไปได้ในการขนส่งหรือโลจิสติกส์ด้วย ส่วนในแง่ของความปลอดภัย ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีกฎระเบียบที่ค่อนข้างเข้มงวด ทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการทดสอบมาตรฐาน การที่ต้องเข้มงวดในเรื่องนี้ก็คือ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคนั่นเอง คนญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องมาดูรายละเอียดเลยว่าสินค้ามี อย. หรือไม่ เข้าไมโครเวฟได้ไหม คำถามพวกนี้จะไม่พบในลูกค้าที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น เพราะพวกเขามีความรู้สึกมั่นใจว่ารัฐบาลได้มีกฎระเบียบที่ค่อนข้างเข้มงวดที่สุด

กฎระเบียบทางสมาคมบรรจุภัณฑ์ประเทศญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ ระดับแรก กฎระเบียบที่มาจากภาครัฐบาล ระดับที่สอง กฎระเบียบที่ตั้งขึ้นโดยสมาคมเอง หรือผู้บริโภคอาจจะร่วมกันตั้งขึ้นมาเองก็ได้ และสุดท้าย เมื่อตั้งแล้วผู้ผลิตต้องยอมรับตรานั้น จะเห็นได้ว่าการบรรจุของญี่ปุ่นกับการบรรจุของประเทศไทยมีความแตกต่างกัน ประเทศญี่ปุ่นมีเครื่องหมายหลายตัวที่จะต้องผ่านการทดสอบ แต่สำหรับประเทศไทยจะมีเครื่องหมายเพียงตัวเดียว สิ่งเหล่านี้คือเครื่องแสดงถึงความมั่นใจในผู้บริโภค

การใช้บรรจุภัณฑ์อาหารในญี่ปุ่น

การใช้บรรจุภัณฑ์อาหารในประเทศญี่ปุ่น คงจะไม่แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ มากนัก จากข้อมูลปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋องโลหะ ขวดแก้ว พลาสติก และกระดาษในปีที่แล้ว จะเห็นว่าส่วนใหญ่บรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติกจะมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากมีปริมาณการใช้สูงถึง 3.0 ล้านตัน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นทุกปี รองลงมาคือกระดาษ ปริมาณการใช้ 2.5 ล้านตัน ปริมาณการใช้ขวดแก้วลดลงเรื่อยๆ คือ 1.9 ล้านตัน และสำหรับกระป๋องโลหะมีปริมาณการใช้อยู่ที่ 40 พันล้าน กระป๋อง ส่วนใหญ่จะใช้บรรจุพวกเครื่องดื่ม ชา กาแฟ และน้ำผลไม้ เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีข้อมูลเฉพาะสำหรับปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในอาหาร โดยจำแนกชนิดของบรรจุภัณฑ์ออกเป็น ขวด PET , Polyolefin Bottles, Polystyrene Bottles และ ถ้วย/ถาด, Flexible Packages (บรรจุภัณฑ์อ่อนนิ่ม) และ Stretch Wrap Films (ฟิล์มหด) จากการเปรียบเทียบแสดงให้เห็นว่ากลุ่มบรรจุภัณฑ์ประเภทอ่อนนิ่ม มีปริมาณการใช้มากที่สุด คือ 1.5 ล้านตัน รองลงมาได้แก่ ขวด PET 6 แสนตัน ถ้วย/ถาด 4 แสนตัน ตามลำดับ แต่ในขณะเดียวกันนั้นขวด PET จะมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทางประเทศญี่ปุ่นเองระดมส่งเสริมให้ใช้บรรจุภัณฑ์ชนิดนี้มากขึ้นเพราะ ขวด PET สามารถนำไป Recycle ได้ง่ายกว่าบรรจุภัณฑ์ชนิดอื่นๆ

กฎระเบียบ บรรจุภัณฑ์อาหาร

ประเทศญี่ปุ่น จัดว่าเป็นประเทศที่มีความเข้มงวดทางด้านมาตรฐานความปลอดภัยเรื่องของบรรจุภัณฑ์อาหารเป็นอย่างมาก จึงต้องมีการกำหนดเป็นกฎหมายขึ้นซึ่งก็มีอยู่ด้วยกัน 3 ระดับคือ 1.Food Sanitation Low กฎหมายว่าด้วยสุขอนามัยของอาหาร ซึ่งมาจากรัฐบาลเป็นผู้ตั้ง 2.Administrative Regulation เป็นกฎกติกาที่เกิดมาจากหน่วยงานหรือองค์กรกลาง และ 3.เป็นกฎระเบียบที่ตั้งขึ้นเอง Self-restrictive Regulation อย่างเช่นสมาคมบรรจุภัณฑ์สามารถตั้งกฎระเบียบขึ้นมาเอง แล้วนำไปบังคับหรือควบคุม ผู้ประกอบการได้ แต่ขณะที่มีผลบังคับใช้อยู่นี้ถ้า Administrative Regulation มีการกล่าวถึงกันมากขึ้น ระเบียบที่ถูกตั้งขึ้นมาเองนี้ก็จะไปสู่การกำหนดเป็นกฎหมายขึ้นมาได้

กฎระเบียบ ในประเทศญี่ปุ่น ที่เกี่ยวกับสุขอนามัยด้านอาหารจะเน้นในเรื่องบรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นส่วนใหญ่ เพราะเนื่องมาจากปัจจุบันมีแนวโน้มการใช้พลาสติกมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุม ทดสอบ วัสดุที่จะนำมาทำเป็นบรรจุภัณฑ์อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่เป็นผู้บริโภคนั่นเอง ซึ่งตามกฎระเบียบของประเทศญี่ปุ่นแล้ว พลาสติกที่นำมาใช้ทำบรรจุภัณฑ์อาหารได้กำหนดไว้ 11 ชนิดด้วยกันคือ Formaldehyde, Polyvinylchloride, Polyethylene/Polypropylene, Polystyrene, Polyvinylidene chloride, Polyethylene terethalate, Polymethacrylate, Nylon, Polymethylpentene, Polycarbonate, และ Polyvinylalcohol

โดยพลาสติกทั้ง 11 ชนิดนี้จะต้องมีการทดสอบ (Material Test) การหาสารปนเปื้อนต่างๆที่อาจเป็นส่วนประกอบของวัสดุพลาสติกนั้นๆ และ (Elution Test) เป็นการทดสอบปริมาณการปล่อยสาร ในสภาวะอุณหภูมิที่กำหนดไว้ หลังจากบรรจุอาหารแล้ว

ขั้นตอนการผลิต บรรจุภัณฑ์

การทำบรรจุภัณฑ์เราจะต้องมีการกำหนดสเป็ก ขนาด และโครงสร้างก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยกำหนดวัสดุที่จะนำมาใช้ ประเภท วิธีการทดสอบและการทดสอบ สุดท้ายจะต้องไม่ลืมคำนึงถึงคุณสมบัติของตัวบรรจุภัณฑ์นั้นๆ ด้วย และบรรจุภัณฑ์อาหารที่ต้องมีการทดสอบอย่างเคร่งครัด เป็นที่ศึกษากันอยู่ขณะนี้ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ 1.บรรจุภัณฑ์สำหรับนม ซึ่งตัวผลิตภัณฑ์ก็มีหลายประเภทดังนี้ นมสด หางนม กลุ่มนี้สามารถใช้วัสดุที่นำมาเป็นบรรจุภัณฑ์ได้เพียง PE และกระดาษเคลือบ PE เท่านั้น กฎหมายจึงระบุให้ทำการทดสอบหาสารปนเปื้องทั้ง Material Test และ Elution Test เพราะถือว่าในประเทศญี่ปุ่นผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีความสำคัญมาก หากเกิดปัญหาขึ้น อาจส่งผลต่อคนทั้งประเทศได้ สำหรับความแข็งแรงของบรรจุภัณฑ์ ก็ต้องมีการทดสอบความแข็งแรงการดันทะลุ ความแข็งแรงในการผนึก และ รอยรั่วต่างๆ ด้วย ผลิตภัณฑ์ประเภทต่อไป นมเปรี้ยว นมโยเกิร์ต วัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ของกลุ่มนี้คือ PE, กระดาษเคลือบ PE, และ Polystyrene (PS) เกณฑ์กำหนดสารปนเปื้อนใน PE ก็ให้เป็นไปตามมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์ประเภทนมสด ส่วนข้อกำหนดของ PS ในการทดสอบ Material Test คงต้องมาดูในเรื่องของ สารระเหย ต้องไม่เกิน 1,500 PPM สารหนู ต้องไม่เกิน 2 PPM สารโลหะหนักอื่นๆ รวมแล้วต้องไม่เกิน 20 PPM ส่วนการทดสอบ   Elution Test ต้องวัดปริมาณ Permanganate ในน้ำที่ 30 นาที 60 องศาเซลเซียส ต้องไม่เกิน 15 PPM และวัดปริมาณสารเถ้าที่ออกมาจาก PS ด้วย นอกจากนี้ยังมีบรรจุภัณฑ์ที่เป็นฝาอะลูมิเนียมฟรอยด้วย ตัวฝาก็ต้องทดสอบ  Material Test และ Elution Test เช่นกัน ผลิตภัณฑ์นมประเภทสุดท้ายคือ นมผง บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ คือ PE, PET ตามข้อกำหนดระบุให้สามารถบรรจุนมผงได้ ถ้าใช้ PE ต้องทดสอบ Material Test แต่ถ้าใช้ PET ต้องใช้วิธีทดสอบ Elution Test

2.บรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่ม วัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่จะมี 4 ชนิด ได้แก่ PE, PP, PS และ PET เกณฑ์การทดสอบเป็นไปตาม Material Test และ Elution Test

3.ถุงรีทอร์ตบรรจุอาหาร บรรจุภัณฑ์ประเภทรีทอร์ต หมายถึง ภาชนะบรรจุแบบคืนรูป ในประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะนำไปบรรจุอาหารสำเร็จรูปต่างๆ เนื่องจากสามารถรักษาอาหารให้อยู่ได้นาน โดยทั่วไปบรรจุภัณฑ์ประเภทรีทอร์ตจะมีอยู่ 2 แบบก็คือ ถุงรีทอร์ต (Retort Pouch) โครงสร้างที่นิยมใช้กันมีทั้งแบบ 3 ชั้น และ 4 ชั้น แต่มีข้อกำหนดว่าไม่ว่าจะมีกี่ชั้นก็ตาม ชั้นที่สัมผัสกับอาหารจะต้องเป็น PE, PP หรือ PET เท่านั้น ถุงรีทอร์ตแบบ 3 ชั้น PET จะอยู่ชั้นนอกสุด ตามด้วยแผ่นอะลูมิเนียมอยู่ชั้นกลาง และ PP เป็นชั้นใน และถ้าเป็นแบบ 4 ชั้นจะเพิ่มชั้น ไนลอน เข้าไปเป็นชั้นที่ 2 รองมาจากชั้น PET      ถ้วยรีทอร์ต (Retort Cup) โครงสร้างสำหรับถ้วยแบบใสจะมี 3 ชั้น ชั้นนอกสุดและชั้นในจะใช้ PP ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นขอบถ้วย ชั้นกลางใช้อะลูมิเนียม ถ้าต้องการถ้วยแบบใสก็ใช้ EVOH แทนชั้น อะลูมิเนียม

4.บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารประเภทอื่นๆ กลุ่มนี้จะใช้พลาสติกชนิดใดก็ได้ตามที่ได้กำหนดไว้ 11 ชนิด แล้วนำไปทำการทดสอบหลักๆ ตามที่กำหนดไว้

การควบคุมสารอันตราย

ทุกวันนี้ประชาชนของประเทศญี่ปุ่น ล้วนเกี่ยวข้องกับ บรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นพลาสติกเกือบทั้งสิ้น ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากการทดสอบสารปนเปื้อนตามข้อกำหนดแล้ว ก็ต้องพิจารณาถึงสารตัวอื่นๆ ด้วย นั่นก็คือ โมโนเมอร์ สารเติมแต่งที่อยู่ในพลาสติก เป็นสารอันตรายอีกตัวหนึ่งที่ทำให้อาหารเป็นพิษได้ อย่างไรก็ตามวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะพลาสติกที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพรวมไปถึงสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ไดออกซิน และเอ็นโดไครน์ สารเหล่านี้จะซึมอยู่ในเนื้ออาหาร ถ้าร่างกายได้รับสารเหล่านี้ไว้มากๆ ก็จะทำให้ระบบการทำงานในร่างกายผิดปกติ ในอนาคตผู้หญิงอาจจะมากกว่าผู้ชาย เพราะลักษณะโครโมโซมของเพศหญิงมากกว่าเพศชาย สัตว์บางชนิดอาจมีสองเพศ เป็นต้น

ทิศทางสู่อนาคต บรรจุภัณฑ์อาหาร

เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ยุคปัจจุบันได้ถูกพัฒนาและออกแบบให้สามารถรักษาคุณภาพของอาหาร (High-Barrier) พร้อมกับการนำไปใช้ได้อย่างสะดวก (High-Functional) เพื่อรองรับพฤติกรรมการบริโภคที่ต้องการความสุขสบาย และเทคโนโลยีตัวใหม่ที่จะกล่าวถึงนี้ คือ เทคโนโลยี Lamicon เป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติก ที่ช่วยยืดอายุของอาหารและรักษาความสดของอาหารไว้ได้นาน เพราะสามารถกั้นการซึมผ่านของก๊าซออกซิเจนได้เป็นอย่างดี ใช้ทำเป็นขวด ถ้วย กระป๋อง บรรจุอาหารต่างๆ และยังเป็นรีทอร์ตได้ในตัวเองอีกด้วย อีกตัวหนึ่งคือ เทคโนโลยี Oxyguard เป็นเทคโนโลยีที่จะมาแทน EVOH มีคุณสมบัติคือ สามารถกั้นออกซิเจนได้เป็นอย่างดี เก็บรักษาอาหารได้นานยิ่งขึ้น ด้วยการดูดออกซิเจนไว้ ไม่ให้ไหลผ่านเข้าไปชั้นในของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นหลักการหนึ่งของนาโนเทคโนโลยี ข้อดีของ Oxyguard  คือ เป็นรีทอร์ตได้ สามารถเข้าไมโครเวฟได้ และนำไปผลิตบรรจุภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ QR Code (Quick Response Code) เป็นรหัส 2 มิติ ที่ผู้บริโภคสามารถสแกนอ่านได้ทางโทรศัพท์มือถือ บอกให้ทราบถึงข้อมูลโภชนาการต่างๆ  วันที่ผลิต วันหมดอายุ  แสดงข้อมูลตามที่ผู้ซื้อต้องการ

การส่งเสริมและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ไทยให้สามารถส่งผลต่อการจำหน่ายสินค้าได้ เป็นความมุ่งหวังที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งเหล่านี้คือมูลค่าที่ไม่สามารถมองเห็นได้แต่สามารถรับรู้ได้โดยตรงจากผู้บริโภค นับตั้งแต่การออกแบบตลอดจนการเพิ่มเติมคุณประโยชน์ที่มีผลต่อการเก็บรักษาและระยะเวลาของการขนส่ง ดังจะเห็นได้จากหลายๆธุรกิจที่มีการพัฒนาทางด้านนี้อย่างจริงสามารถสร้างยอดจำหน่ายสินค้าได้ทั่วโลก ด้วยคุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์นั้นๆนั่นเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s